Website Banner
 
Vita Gummies คืออะไร

จากการที่เด็กไม่ชอบทานยาวิตามินเม็ด หรือยาน้ำที่เป็นวิตามิน ก็เลยมีการคิดรูปแบบอาหารเสริมหรือวิตามินเสริมในรูปเยลลี่วิตามิน อร่อยน่ากิน จาก Australia สำหรับเด็ก 2 ขวบขึ้นไป ที่มีฟันเคี้ยวและกลืนได้ คุณภาพ Australia คุณแม่ทุกท่านสามารถไว้วางใจได้

วิตามินเยลลี่Vita Gummies มี 5 รูปแบบ คือ

1.วิตามินเยลลี่วิตามินรวม (Vita Gummies Multi Vitamin for Fussy Eater) ประกอบด้วยวิตามัน บี13,วิตามินบี6,วิคามินบี12,วิตามินซี,วิตามินดี,วิตามินอี ซึ่งวิตามินแต่ละตัวช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทั้งระบบประสาทของคนที่ทานวิตามินรวมชนิดนี้
2.วิตามินเยลลี่โอเมก้า 3 (Vita Gummies Omega 3 Fish Oil) โอเมก้า3 ช่วยเสริมสร้างเส้นใยสมอง,บำรุงสายตา,เพิ่มสมาธิ,ลดความเครียด โอเมก้า3สำคัญมากเพราะช่วง6ปีแรก เป็นช่วงที่สร้างเส้นใยสมอง ยิ่งเส้นใยสมองเยอะเด็กก็ยิ่งฉลาด 
3.วิตามินเยลลี่วิตามินรวมสกัดจากผัก(Vita Gummies Multi Vitamin+Vegies) วิตามินรวมเป็นวิตามินที่ใช่ให้เด็กมีภูมิต้านทานดีขึ้นเพราะมีสารอาหารครบถ้วน เด็กๆจะมีสุขภาพดี ร่าเริงแจ่มใส เหมาะสำหรับ ลูกๆ หลานๆ ที่เลือกทานอาหารไม่ชอบทานผักหรือผลไม้ซึ่งเป็นแหล่งวิตามิน,ป่วยง่าย,อ่อนเพลีย
4.วิตามินเยลลี่แคลเซึ่ยม+วิตามินดี3 (Vita Gummies Calcium+ Vit D3) แคลเซี่ยมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ให้ตัวสูงโดยที่มีมวลกระดูกหนาแน่นขึ้นมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่แตกหรือหักง่าย และแคลเซี่ยมยังมีส่วนสนับสนุนต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ดีขึ้น เด็กที่ทานนมเยอะหรือทานแคลเซี่ยมเยอะจะมีความสูงมากกว่าเด็กที่ไม่ทาน และเยลลี่นี้ยังมีผสมของVitamin D3 มีส่วนสำคัญ ในการที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซี่ยมจากอาหาร,มีส่วนช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น,
5.วิตามินเยลลี่วิตามินซี+ธาตุเหล็ก (Vita Gummies Vitamin C+Zinc) โดยที่วิตามินซีเป็นจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระจากร่างกาย,วิตามินซีมีส่วนช่วยต่อการผลิตคอลลาเจนในร่างกายซึ่งคอลลาเจนมีส่วนสำคัญต่อการสุขภาพและวิตามินซียังมีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้น  ส่วนธาตุเหล็กมีส่วนสำคัญที่จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระจากร่างกาย ,มีความสำคัญในการระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย


จุดประสงค์หลักที่ขายวิตามินเด็กเพราะมีลูกอยู่สามคน ทานยายากมากก็ลองให้ทานวิตามินเยลลี่ลูกๆ ชอบ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่ค่อยป่วยเลย ทำให้คุณแม่อย่างเราสบายใจได้ สินค้าเป็นของแท้จาก Australia เพราะครอบครัวอยู่ที่Sydneyกลับมาประเทศไทยบ่อย ก็เลยหิ้วมาติดไม้ติดมือมาเพื่อขายให้คุณๆ ทั้งหลาย

                      *********************************************************************************

น้ำมันปลา(Fish oil)

          น้ำมันปลา (Fish oil) เป็น ส่วนหนึ่งของไขมันที่สกัดจากส่วนหัวและส่วนเนื้อของปลา เช่น ปลาทูน่า ปลาทู และปลาซาร์ดีน ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิด โอเมก้า 3 ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเด่นๆ 2 ชนิด ได้แก่
          - กรดดีโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือ DHA ( Decoxahexaenoic Acid )
          - กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก หรือ EPA ( Eicosapentaenoic Acid )
          จากการศึกษาพบว่าการบริโภคน้ำมันตับปลาทะเลอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมอง ขาดเลือดได้ โดยการป้องกันการสะสมของไขมันใต้ผนังหลอดเลือดแดง (Arteroma)จากการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและการป้องกันการแข็งตัวของ เลือด (Thrombosis) จากการเพิ่ม Thrombroxane A3 (TXA3)
          น้ำมันปลาทะเล ที่ใช้ควรมีปริมาณ EPA สูงขนาดที่ใช้ประมาณ 3 กรัมต่อวัน และต้องบริโภคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาทดลองในคนจำนวนมากเป็นเวลานานเพียงพอ จึงไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าการบริโภคน้ำมันปลาทะเลจะช่วยป้องกันการอุดตัน ของหลอดเลือดแดงได้และจะมีอันตรายในระยะยาวหรือไม่
          DHA พบมากทีสมองและจอตาของสัตว์บกและคน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดบ่งบอกว่า DHA มีผลต่อสายตาและการเรียนรู้ในระยะยาว ถ้าจะเติม DHA ในผลิตภัณฑ์นมเลี้ยงทารกและเด็กเล็กต้องเติม AA (Arachidonic acid) โดยมีปริมาณอัตราส่วนของ DHA และ AA เท่ากับในนมแม่ ไม่ควรมี EPA และอัตราส่วน กรดไลโนเลอิก และกรดไลโนเลนิค ต้องเท่ากับในนมแม่
          ไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้นที่แสดงว่าถ้าบริโภคน้ำมันปลาทะเลแล้วจะทำให้เด็กฉลาดมากขึ้นและทำให้ผู้สูงอายุมีความจำดีขึ้น
          น้ำมันปลาทะเลอาจเป็นประโยชน์ในการลดการอักเสบ ( inflammatory ) และโรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทาน ( Immunologic disease ) เช่น SLE, rheumatoid arthritis เป็นต้นด้วยการที่ EPA ไปแทนที่ AA ยับยั้งการสังเคราะห์ cytokines ที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น IL-1,IL-2 และ TNF มีรายงานผลการศึกษาการบริโภคน้ำมันปลาทะเลวันละ 6 กรัม ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 2.6 กรัม นาน 12 เดือนในผู้ป่วย rheumatoid arthritis พบว่าผู้ป่วยมีอาการของข้อดีขึ้นและสามารถลดยาที่รักษาอยู่ได้โดยเปรียบ เทียบกับกลุ่มควบคุมที่บริโภคน้ำมันมะกอกวันละ 6 กรัมเช่นกัน


[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]

ข้อควรระวังในการบริโภคน้ำมันปลา
          1. เลือดออกง่าย(Excess Bleeding) เนื่องจากการลดการจับตัวของเกร็ดเลือด ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่รับประทาน Baby Aspirin เป็นประจำ
          2. เพิ่มความต้องการวิตามินอี เนื่องจากร่างกายต้องนำวิตามินอีไปต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากปฏิกิริยา ออกซิเดชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (PUFA) ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับ Antioxidant ไม่เพียงพอในระยะยาวอาจส่งเสริมการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด เนื่องจากการเพิ่ม oxidize LDL
          3. อาจเกิดโรคติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจาก EPA กดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
          น้ำมันปลาแม้จะมีประโยชน์ในการรักษาดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากน้ำมันปลาทะเลมีกลิ่นแรงและต้องใช้ขนาดสูง ผู้ป่วยมักรู้สึกผะอืดผะอมและปั่นป่วนในท้องมากจนต้องหยุดรับประทานไปในที่ สุด นอกจากนั้นยังอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงควรบริโภคปลาทะเลแทนน้ำมันปลาทะเลในปริมาณสัปดาห์ละ 3 มื้อ มื้อละ100 กรัม
ที่มา
http://www.pharm.chula.ac.th/osotsala/botanay-food/sub5_1.htm


น้ำมันตับปลากับน้ำมันปลาต่างกันอย่างไร
          • น้ำมันตับปลา (Cod liver oil) สกัด จากตับของปลาทะเล นิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้งฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ แต่หากได้รับวิตามินเกินขนาด โดยเฉพาะวิตามินเอและดี ก็อาจเกิดพิษจาก การสะสมวิตามินเกินความจำเป็น โดยมีอาการความดันในสมองสูง ปวดศีรษะ หิวน้ำ และปัสสาวะบ่อย ฯลฯ
          • น้ำมันปลา (fish oil) เป็น น้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้ โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า 3 คือ
          - Eicosapentaenoic acid (EPA)
          - Docosahexaenoic acid (DHA)
          ปัจจุบัน วงการแพทย์ให้ความสนใจถึงความสัมพันธ์ของน้ำมันปลากับโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และสาเหตุการเกดโรคก็มาจากการที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจไหลเวียนไม่ สะดวกเพราะผนังหลอดเลือดหนาและแข็งขึ้นจากการเกาะตัวของโคเลสเตอรอล การอุดตันของเกร็ดเลือดที่รวมตัวกันส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมา เลี้ยง บางรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
          ดังนั้นผู้ป่วย โรคนี้ จึงมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้รับประทานน้ำมันปลา เพราะมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด และยังช่วยลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี
รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรจึงจะปลอดภัย
          1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha – linolenic acid สูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
          2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
          3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2 – 4 กรัม
          * ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินอีในร่างกายลดลง *
ที่มา

www.bangkokhealth.com

             *********************************************************************************


Questions: อยากทราบความแตกต่างระหว่างkid smart ที่เป็นกระป๋องขาว กับ gummies ว่าทานง่ายเหมือนกันรึเปล่าค่ะ

Answer :  แบบที่ขวดขาวจะเป็นน้ำอยู่ข้างในค่ะเมื่อเวลาเคี้ยวจะหนึบๆแล้วจะมีน้ำออกมาจะ รับรสของวิตามิน แต่ถ้าเป็นแบบ gummie จะเหมือนทางเยลลี่ ซึ่ง ตัว gummies จะเหมาะสำหรับเด็กทานวิตามินยากค่ะเพราะว่าเหมือนเป็นขนม แต่ สำหรับแบบที่เป็นขวดขาวจะสามารถดูดซึมวิตามินได้เร็วกว่า แบบ gummies  ค่ะ แต่ทั้งสองอย่างได้ประโยชน์เหมือนกันขึ้นอยู่กับนิสัยการ รับประทานของเด็กด้วยค่ะ



Current Pageid = 9